ขอบเขตและลักษณะประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

เพื่อให้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครอบคลุมเรื่องราวต่างๆ อย่างกว้างขวางมากที่สุด สามารถแบ่งขอบเขตของการศึกษาออกเป็น  2  แบบ คือ (ยงยุทธ  ชูแว่น,  2551)
  1.   การศึกษาประวัติศาสตร์เมือง  เป็นหน่วยการศึกษาที่ยึดถือกันมานาน  โดยเมือง  ในที่นี้หมายถึงเมืองในสมัยจารีต  ที่อาจพัฒนามาจากชุมชนโบราณหรือเมืองที่สร้างขึ้นมาภายหลังในสมัยที่รัฐไทยเริ่มตั้งศูนย์กลางอำนาจขึ้นมาในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างน้อยประมาณพุทธศตวรรษที่  19  เป็นต้นมา  เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศูนย์กลาง  จึงมีฐานะเป็น“ท้องถิ่น”หนึ่งแม้ว่าเดิมนั้นอาจเคยเป็นศูนย์กลางมาก่อนก็ตาม ตัวอย่างเช่น  “นครศรีธรรมราช”  เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ ครั้นตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่  19  เป็นต้นมา  “ นครศรีธรรมราช ” ได้ยอมรับอำนาจของ  “ ศูนย์กลาง ”  รัฐไทยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ด้วยเหตุดังนี้ “ นครศรีธรรมราช ”  จึงมีฐานะเป็นท้องถิ่น  แห่งหนึ่งของรัฐไทย  เช่นเดียวกับหัวเมืองน้อยใหญ่อื่น ๆ ในพระราชอาณาจักร    ดูเหมือนเป็นการง่ายที่กำหนดเมือง  เป็นหน่วยของการศึกษา เพราะเมืองต่าง ๆ ทั้งสมัยเก่าและใหม่ต่างมีร่องรอยและตัวตนอยู่อย่างชัดเจน  การศึกษาเรื่องราวของเมืองจึงเป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองในสมัยเก่าที่เป็นอดีตของจังหวัดต่างๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การที่เราใช้เมืองเป็นหน่วยหรือขอบเขตทางด้านกายภาพไม่ได้หมายถึงแต่เพียงว่าศึกษาเฉพาะในเขตกำแพงเมืองหรือเฉพาะตัวจังหวัดแต่อย่างใด  หากเราเลือกเมืองเป็นหน่วยการศึกษาเพื่อเป็น “หมุด”  สำหรับเริ่มต้นหรือกล่าวอีกในหนึ่งก็คือเลือก  “ศูนย์กลาง”  ในท้องถิ่นขึ้นเพื่อทำความเข้าใจสังคมเมืองนั้นๆ  ซึ่งเมืองดังกล่าวย่อมสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่กับบริเวณ รอบนอกในด้านต่าง ๆ อยู่ด้วย เพราะเมืองจะต้องมีการผลิตและต้องการกำลังคนเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ฉะนั้นขอบเขตของเมืองที่ใช้เป็นหน่วยในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงมีความยืดหยุ่นพอสมควร  ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เราต้องการอยากรู้เป็นตัวกำหนดสำคัญ  แต่เดิมนั้นการศึกษาเรื่องราวของเมืองจะเน้นอยู่ที่บทบาทของผู้นำในอดีตหรือพัฒนาการของตัวจังหวัดโดยละเลยมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคมและอื่น ๆ การศึกษาแบบเดิมจึงไม่ได้เผยให้เห็นตัวตนหรือ  “ ขอบเขต ”  ที่แท้จริงของเมืองต่างๆได้ในปัจจุบันการศึกษาเรื่องราวของเมืองก็ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นในการเข้าสังคมไทยเมืองจึงเป็นหน่วยวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ทันสมัย  เพียงแต่ว่าควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาอื่นๆควบคู่ไปกับประเด็นทางด้านการเมืองที่นิยมทำกันส่วนประเด็นเนื้อหาที่ควรให้ความสนใจเพิ่มขึ้นในการศึกษาเมืองยุคเก่าก็คือ  มิติทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งเท่าที่ผ่านมายังให้ความสนใจกันน้อยแม้ว่าจะมีหลักฐานอยู่พอสมควรก็ตาม  สำหรับการศึกษาเรื่องราวของเมืองสมัยใหม่นั้นก็ยิ่งทำกันน้อยเมื่อเทียบกับการศึกษาเมืองยุคแรก  ทั้งๆที่เรื่องราวของเมืองสมัยหลัง เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  และมีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถทำให้มองเห็นกิจกรรมด้านต่างๆ อย่างรอบด้านอย่างมีชีวิตชีวามากขึ้น
 2.  การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น                                                 การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนในฐานะเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเนื้อหาหรือประเด็นใหม่ในสังคมไทยการกำหนดของเขตทางด้านกายภาพของชุมชนขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นทำได้ยากกว่าการศึกษาเรื่องราวของเมืองในประเด็นแรก  เพราะชุมชนท้องถิ่นมีกระจายอยู่ทั่วไปและมีขอบเขตข้ามพรมแดนตำบล  อำเภอ และจังหวัดในปัจจุบัน นอกจากนี้ชุมชนดังกล่าวถ้ามองจากปัจจุบันแล้วก็มีลักษณะภายนอกที่ใกล้เคียงกันจนไม่อาจแยกออกเป็น  “ ท้องถิ่น ”  อย่างเอกเทศได้  ถ้าพิจารณาจากลักษณะของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในอดีตก็จะพบว่าสามารถกำหนดขอบเขตทางกายภาพของชุมชนท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่งซึ่งมีอาณาบริเวณที่กว้างขวางพอสมควร  ตลอดจนได้ครอบคลุมทั้ง “ พื้นที่ ”  และวิถีชีวิตของผู้คนไว้จำนวนมากและหลากหลาย  “ ท้องถิ่น ”  ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจใช้เวลาในการลงไปทำความรู้จักโดยอาจเริ่มจากระดับจุลภาคที่เป็นหมู่บ้านและชุมชนเล็กๆ  จากนั้นจึงมองหาความสัมพันธ์ของชุมชนในด้านต่างๆ  และในที่สุดก็จะสามารถกำหนดขอบเขตของชุมชนในระดับ  “ ท้องถิ่น ”  ได้  โดยลักษณะดังกล่าวนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจึงสามารถกำหนดขอบเขตทางด้านกายภาพหรือ  “ หน่วย ”  สำหรับการศึกษาได้อย่างน้อย  3  ระดับ  ด้วยกันคือ  ระดับบ้าน  หรือหมู่บ้าน  ระดับชุมและระดับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น
1)การศึกษาระดับบ้านหรือหมู่บ้านนับเป็นหน่วยการศึกษาระดับเล็กที่สุดบ้านหรือหมู่บ้านคือรากฐานอันเก่าแก่ของสังคมที่มีมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว  การตั้งบ้านเรือนของผู้คน

ในอดีตนั้นย่อมรวมกันในหมู่เครือญาติและมิตรสหายตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีความใกล้ชิด  การตั้งบ้านเรือนอยู่ด้วยกันนี้  จึงมีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร่วมกันซึ่งก็คือ  กิจกรรมในการดำรงชีวิต  มีระบบความสัมพันธ์แบบครอบครัวเครือญาติ  มีการแลกเปลี่ยนพึ่งพา รวมทั้งความขัดแย้งต่างๆ  หมู่บ้านจึงเริ่มต้นจากครอบครัว  เครือญาติที่อยู่อาศัยกันมานานหลายชั่วอายุคน  ซึ่งคนในหมู่บ้านก็เป็นญาติพี่น้องหรือเกี่ยวดองกันทั้งสิ้น  ภายหลังเมื่อมีคนอื่นเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านด้วย  และหากหมู่บ้านมีคนอยู่กันมากขึ้นก็เกิดหมู่บ้านใหม่แยกจากบ้านเก่าออกไปเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นมา
สำหรับเนื้อหาที่จะศึกษาได้ในระดับนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ครอบครัว หรือหมู่บ้านที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการอพยพโยกย้ายการตั้งถิ่นฐานสายสัมพันธ์ ของเครือญาติ  การทำมาหากิน  ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ฯลฯ  การศึกษาระดับบ้านหรือหมู่บ้านดังกล่าวนี้  นับเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและเหมาะสมที่จะใช้เป็น  “ หน่วย ”  ในการเริ่มต้นศึกษา

  •                2.การศึกษาระดับชุมชนเป็นหน่วยการศึกษาระดับกลางที่ประกอบด้วยเครือข่าย

หลายๆ หมู่บ้านรวมกัน  หมู่บ้านดังกล่าวนี้มักจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์เดียวกันจึงมีการทำมาหากินหรือประกอบอาชีพเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ชุมชนชาวนา  ชุมชนชาวประมง ชุมชนในเขตป่าเขาหรือชุมชนในเขตป่าพรุ เป็นต้น นอกจากนี้การศึกษาในระดับดังกล่าวก็ยังหมายรวมไปถึงชุมชนที่มีศูนย์กลางระดับ  “ ย่าน ”  หรือ  “ ตลาด ”  ที่ตั้งอยู่ในเมืองขนาดใหญ่และชุมชนที่เป็นชาติพันธุ์  อีกด้วย  การศึกษาในระดับชุมชนที่มีขอบเขตไม่กว้างขวางมากดังกล่าว  นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้มาก  โดยเฉพาะสำหรับทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น  ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ยังขาดเอกสารในลักษณะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอยู่เป็นอันมาก  สำหรับเนื้อหาที่ควรศึกษาในระดับนี้จะประกอบไปด้วยเรื่อง  การตั้งถิ่นฐานการทำมาหากินการเมือง  ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการศึกษา  เพราะเรื่องดังกล่าวจะโยงไปสู่การใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางด้านสังคม  สิทธิชุมชนอำนาจและภูมิปัญญาต่างๆ  นอกจากนี้ก็ยังสามารถศึกษาทางด้านความคิดและความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อันกระทบถึงชีวิตของพวกเขาอีกด้วย การศึกษาประวัติศาสตร์ระดับชุมชนนี้เป็นการศึกษาในพื้นที่ไม่กว้างขวางมากนักจึงมีความเป็นไปได้ที่จะศึกษาให้เห็นถึงประสบการณ์หรือกิจกรรมในทุกด้านของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) ซึ่งถ้าเป็นดังนี้แล้วก็จะทำให้เราสามารถมองเห็นและเข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนในแต่ละ“ท้องถิ่น” ที่หลากหลายได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านอันเป็นเป้าหมายหรือหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
               3. การศึกษาระดับเครือข่ายท้องถิ่น  นับเป็นการศึกษาในขอบเขตที่ใหญ่ที่สุด โดยการศึกษาในระดับนี้พิจารณาจากเครือข่ายของหลายๆ ชุมชนที่มีความสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยกันทั้งด้านเศรษฐกิจอันเป็นพื้นฐานสำหรับในการดำรงชีวิตจนเกิดเป็นระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลงตัวและ“พอเพียง” ในระดับหนึ่งแม้อาจไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามด้วยเหตุนี้ภายในระบบเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น หรือ “หน่วย” การศึกษาดังกล่าวจึงจะประกอบไปด้วยชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางด้านสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศอันจะเป็นพื้นฐานต่อการผลิตในแต่ละชุมชนและด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชุมชนต่างก็พึ่งพาอาศัยแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน เช่น ชุมชนชาวประมงแลกเปลี่ยนกับชุมชนชาวนา ชุมชนชาวนาแลกเปลี่ยนกับชุมชนในบริเวณป่าเขา เป็นต้น ขณะเดียวกันภายในเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นก็อาจจะเกิดชุมชนขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นมาเป็น “เมือง” สมัยใหม่ได้ และด้วยคุณภาพของความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เองที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ทางด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆจนมีลักษณะเป็นของท้องถิ่นนั้น หรือแม้จะมีวัฒนธรรมร่วมกับ “ ท้องถิ่น ” อื่นๆแต่ก็จะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นจนกลายเป็น “ อัตลักษณ์ ” เฉพาะตัว ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและบริบทด้านต่างๆ  ดังกล่าว
“  หน่วย ”  ของการศึกษาระดับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นจึงมีขอบเขตที่กว้างใหญ่พอสมควรเช่น บริเวณลุ่มน้ำ  เขา หรืออาจเป็นระดับที่เรียกว่าอนุภูมิภาคก็ได้  ทั้งนี้การกำหนดขอบเขตกายภาพก็โดยอาศัยจากฐานของระบบความสัมพันธ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรมและข้อที่ควรคำนึงเป็นอย่างยิ่งก็คือ  “ หน่วย ”  หรือขอบเขตดังกล่าว  นอกจากจะมีความสัมพันธ์กับ            “ ท้องถิ่น ”  อื่นๆ  แล้ว  ก็ยังไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งหยุดนิ่งตายตัวหากแต่มีความยืดหยุ่นหรือเคลื่อนไหวอยู่ในแต่ละช่วงเวลาเช่นเดียวกันเช่น ในช่วงเวลาหนึ่งเครือข่ายชุมชนอาจจะอยู่ในพื้นที่ไม่กว้างใหญ่มากนักครั้นเวลาต่อมาเครือข่ายดังกล่าวอาจขยายใหญ่มากขึ้นหรือเป็นในลักษณะที่หดแคบเข้ามาซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือเงื่อนไข  และด้วยเหตุนี้เองการค้นหาขอบเขตหรือ  หน่วย  ของการศึกษาในระดับนี้ผู้ศึกษาจึงจะต้องลงไปทำความรู้จักกับชุมชนอย่างละเอียดในเบื้องต้นก่อนจากนั้น “ หน่วย ”  การศึกษาจึงจะเริ่มปรากฏให้เห็นแต่ก็อาจเป็นภาพลางๆ  ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องเชื่อมโยงและค้นหาต่อไปจนมองเห็น  “ ระบบความสัมพันธ์ ”  ที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ                    สำหรับด้านเนื้อหานั้นเนื่องจากเป็นหน่วยที่กว้างใหญ่และประกอบไปด้วยชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันดังกล่าวด้วยเหตุนี้การศึกษาให้เป็นภาพรวมทั้งหมด  อย่างเช่น  กรณีของชุมชนหนึ่งชุมชนใด  เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะต้องใช้เวลามากอย่างไรก็ตามการศึกษาในระดับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นนี้เราอาจเริ่มต้นจากเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ผู้ศึกษามีความถนัดก็ได้แต่ต้องมองทั้งระบบของ “ หน่วย ”  ที่ศึกษาเช่นระบบการเมืองระบบเศรษฐกิจระบบสังคม  วัฒนธรรม ระบบความคิด ระบบนิเวศน์  หรือศึกษาระดับพัฒนาการของเมืองในท้องถิ่นดังกล่าวก็ได้  แต่ทั้งนี้ผู้ศึกษาก็ควรสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า  “แม้เราจะแยก “ระบบของการจัดตั้งออกเป็นส่วนๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  ศาสนา ฯลฯก็ล้วนมีความสัมพันธ์กันเองอย่างแนบแน่น  คำถามอาจเจาะลึกไปที่บางด้านของการจัดตั้งแต่กิจกรรมที่ควรศึกษานั้นไม่ได้แต่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของกิจกรรมด้านอื่นๆ  ตลอดเวลา” เครือข่ายชุมชนที่มีขอบเขตทางกายภาพหรือ  “ หน่วย ”  ที่กว้างขวาง ที่กล่าวมาถ้าสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมหรือประสบการณ์ทุกด้านของประชาชน  “ท้องถิ่น”  ให้เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหมด (total history )  ได้แล้วก็จะทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่มีเนื้อมีหนังสามารถ “ สื่อสาร ”  กับผู้คนทั้งใน “ ท้องถิ่น”  และสังคมทั่วไปได้อย่างทรงพลังและประวัติศาสตร์แบบนี้ก็จะเป็นประโยชน์สามารถรับใช้ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง                    จากแนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพอสรุปได้ว่า  การศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นการศึกษาตัวตน ที่มา เรื่องราวของชุมชนและท้องถิ่น ศึกษาว่าในอดีตท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ทำอะไรได้บ้าง ความสำนึกของผู้คนในท้องถิ่นความสามารถต่าง ๆของชุมชนได้หมดไปหรือยัง  ถ้าหมดไปจะสร้างขึ้นมาใหม่โดยชุมชนท้องถิ่นนั้นอย่างไร และถ้ายังคงหลงเหลืออยู่จะฟื้นความสามารถเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาศักยภาพความรู้หรือภูมิปัญญาของท้องถิ่น และเป็นเครื่องมือใน การกระตุ้นจิตสำนึกในคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่นของตนเอง

1 ตอบกลับที่ ขอบเขตและลักษณะประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

  1. fabtywaraporn พูดว่า:

    คำถามประจำบล็อก
    1.การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อให้ครอบคลุมและเป็นไปอย่างกว้างขวางสามารถแบ่งได้กี่แบบ ได้แก่อะไรบ้าง
    2.การศึกษาประวัติศาสตร์เมืองมีลักษณะอย่างไร
    3.2. การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นมีลักษณะอย่างไร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s